Month: February 2021

การดูแลต้นไม้ในฤดูร้อน

การดูแลต้นไม้ในฤดูร้อน

รดน้ำเมื่อใด ควรรดน้ำเมื่อพบว่าวัสดุปลูกหรือดินเริ่มแห้ง สำหรับไม้กระถาง หากพบว่าวัสดูปลูกยังชุ่มและหนักอยู่ ก็อาจจะเว้นการรดน้ำไปก่อนได้

รดน้ำเวลาไหน ควรรดน้ำช่วงเช้าหรือเย็น หรือในช่วงที่อากาศไม่ร้อนจนเกินไป หากใช้สายยางรดน้ำควรให้แน่ใจว่าน้ำที่ค้างอยู่ในสายยางไม่ร้อน (เช่นกรณีที่สายยางตากแดดมาทั้งวัน) หรืออาจจะเปิดไล่น้ำที่ค้างอยู่ในสายยางออกไปก่อนก็ได้ โดยทั่วไปอาจรดน้ำวันละครั้ง แต่หากพบว่าถ้าวัสดุปลูกหรือดินแห้งมากๆ อาจรดวันละ 2 ครั้งเช้าและเย็น

รดน้ำอย่างไร ควรรดรอบโคนต้นไม้ให้ชุ่มและรดพุ่มใบ ด้วยเพื่อให้ใบพืชซึมซับน้ำ เข้าทาง ปากใบ และลดการคายน้ำ อย่างไรก็ตามกรณีที่เป็นไม้ดอกควรระมัดระวังไม่ให้น้ำไปโดนส่วนของดอกไม้ หลังรดน้ำสายยางควรม้วนเก็บให้เรียบร้อย ไม่ควรวางทับสนามหญ้า เพราะนอกจาก จะดูไม่เรียบร้อย น้ำที่ค้างอยู่ในสายยางที่ตากแดดจัดจะร้อนทำให้หญ้าตายได้

จานรองกระถาง ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขังที่จานรองตลอดเวลา เพราะอาจจะทำให้รากเน่าได้

การใส่ปุ๋ย สำหรับปุ๋ยเม็ดแนะนำให้ใช้ปุ๋ยละลายช้า อย่าให้เม็ดปุ๋ยติดค้างอยู่ที่ใบและยอด เพราะจะทำให้เกิดอาการใบไหม้ได้ หรืออาจจะให้ปุ๋ยก่อนรดน้ำก็ได้ สำหรับการใส่ปุ๋ยทางใบและฉีดยาฆ่าแมลง ไม่ควรฉีดพ่นในขณะที่อากาศร้อนจัด จะทำให้ใบไหม้และไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ เพราะในช่วงที่อากาศร้อน ปากใบพืชจะปิดเพื่อลดการคายน้ำ

การพรวนดิน พรวนดินให้ร่วนซุยเป็นประจำ เพื่อให้ดินโปร่งและมีช่องว่างในเนื้อดินเพื่อดูดซับน้ำ และช่วยให้น้ำซึมซับลงในดินในระดับที่ลึกกว่าปกติ ถ้าดินแห้งเกินไปอาจใช้วัสดุปลูกมาคลุมแปลงหรือโคนต้น ช่วยดูดซับน้ำ เช่น ขุยมะพร้าว/กาบมะพร้าวสับ เป็นต้น

การตัดแต่งกิ่ง สำหรับไม้ใหญ่ที่ปลูกกลางแจ้ง อาจตัดแต่งกิ่งกระโดง กิ่งเป็นโรค และกิ่งที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อลดการคายน้ำของพืช

Posted by Pete Ongsuwan in การดูแลต้นไม้, 0 comments
พีทมอส คืออะไร

พีทมอส คืออะไร

เชื่อว่านักปลูกหลายๆท่านรู้จักและคุ้นเคยกับวัสดุปลูกประเภท “พีทมอส” มาบ้างไม่มากก็น้อย และคงเคยเห็น พีทมอส ผ่านตามาแล้วบ้างจากร้านขายต้นไม้หรือร้านค้าจำหน่ายอุปกรณ์การเกษตร แต่สำหรับนักปลูกมือใหม่บางท่านอาจจะยังไม่รู้จักวัสดุปลูกที่เป็นที่นิยมนี้ สวนเกษตร 32 จึงขอนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับ พีทมอส มาฝากกันในบทความนี้

พีทมอส พักพบได้บริเวณพื้นที่ๆมีน้ำท่วมขัง

Image Credits: wikimedia.org, Boréal

อะไรคือ พีทมอส?

พีทมอส (Peat Moss) คือวัสดุที่เกิดจากการย่อยสลายของซากมอส (Sphagnum spp.) และซากพืชที่ทับถมกันมานานนับพันปี มีลักษณะเป็นสีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงดำ เนื้อโปร่ง น้ำหนักเบา สะอาด ปราศจากวัชพืช ปลอดเชื้อโรคและเชื้อรา มีคุณสมบัติสามารถรักษาความชื้นได้ดี และมีความเป็นกรดโดยธรรมชาติ (pH 3.0 – 4.0) นอกเหนือจากการนำไปใช้ผลิตเป็นวัสดุปลูกพืชแล้ว พีทมอส ยังถูกนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงได้อีกด้วย

พีทมอส มักพบในบริเวณพื้นที่ๆมีน้ำท่วมขัง ซึ่งมักจะต้องขุดคูเพื่อระบายน้ำบริเวณชั้นผิวหน้าออกไปก่อน จากนั้นจึงขุดพีทมอสขึ้นมาใช้มางานโดยขูดส่วนที่แห้งบริเวณผิวหน้าออกมาก่อน สีของพีทมอสจะบอกได้ถึงอายุและคุณลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกันออกไป โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งออกได้เป็นสามกลุ่มดังต่อไปนี้

  • White Peat (สีน้ำตาลอ่อน) เป็นพีทที่มีอายุการทับถมน้อย มักพบชั้นบนของบ่อ ลักษณะเนื้อโดยธรรมชาติจะยังมีความหยาบ มักใช้เป็นส่วนประกอบหลักของการผลิตวัสดุปลูก
  • Brown Peat (สีน้ำตาล) เป็นพีทที่พบที่ความลึกบริเวณกลางบ่อขุด มีลักษณะทางกายภาพอยู่กึ่งกลางระหว่าง White Peat และ Black Peat โดยยังพอสังเกตุเห็นเส้นใยมอสในเนื้อวัสดุได้อยู่บ้าง
  • Black Peat (สีน้ำตาลเข้ม-ดำ) เป็นพีทที่พบในบริเวณส่วนที่ลึกลงไป มีสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำ เนื้อมีความละเอียดสูง เมื่อเปียกน้ำจะเก็บความชื้นไว้ได้นาน แต่การระบายอากาศจะไม่ดีด้วยความหนาแน่นของตัววัสดุ

วัสดุปลูกพีทมอส Greenterra (250-L)

วัสดุปลูกพีทมอส Greenterra (70-L)

การนำพีทมอสมาใช้เป็นวัสดุปลูกพืช

วัสดุปลูกพีทมอส (Peat Moss Substrate) คือการนำเอาพีทมอสมาทำการปรับปรุงให้เหมาะกับการนำไปใช้ปลูกพืช ซึ่งส่วนประกอบหลักมักจะเป็น White Peat เนื่องจากมีความโปร่งและการระบายน้ำที่เหมาะสมกับการปลูกพืชโดยทั่วไป (หรือวัสดุปลูกฯบางสูตรอาจมีการผสม Brown-Black Peat ลงไปด้วยเพื่อเพิ่มคุณลักษณะการเก็บรักษาความชื้น)

การปรับปรุงวัสดุปลูกพีทมอส จะมีองค์ประกอบหลักดังต่อไปนี้

  • คัดแบ่งความละเอียดออกเป็นหลายๆช่วง (ตามลักษณะการนำไปใช้งาน เช่น ชนิดละเอียด (Fine) สำหรับเพาะเมล็ด หรือชนิดกึ่งหยาบ (Semi-Coarse) สำหรับเพาะปลูกไม้กระถางโดยทั่วไป) เป็นต้น
  • ปรับค่าความเป็นกรด-ด่างให้เหมาะกับพืชที่จะปลูก แต่โดยทั่วไปมักจะอยู่ในช่วง pH 5.5 – 6.5
  • เพิ่มปุ๋ยลงไปในส่วนผสม เนื่องจากโดยธรรมชาติของพีทมอสที่ขุดขึ้นมาใหม่จะมีธาตุอาหารในตัววัสดุค่อนข้างต่ำ
  • เติมสารที่ช่วยในการดูดซับน้ำของวัสดุปลูก (Wetting Agent) เนื่องจากเมื่อพีทมอสแห้งสนิทมักจะหดตัวทำให้ซึมซับน้ำได้ไม่ค่อยดี (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่ม Black Peat) แต่เมื่อเปียกชื้นแล้วคุณลักษณะก็จะกลับมาเป็นปกติ ดังนั้นข้อสำคัญอย่างหนึ่งของการใช้วัสดุปลูกพีทมอสก็คือ ไม่ควรปล่อยให้วัสดุปลูกแห้งสนิทมากเกินไป

จะเห็นได้ว่าเราสามารถใช้ประโยชน์จาก พีทมอส ได้หลากหลายด้าน ทั้งการนำไปใช้เพาะเมล็ด การใช้เป็นวัสดุเพาะปลูกพืช หรือนำไปเป็นส่วนผสมกับวัสดุปลูกอื่นๆ (เช่น ขุยมะพร้าว เพอร์ไลต์ เวอมิคูไลต์ หรือแม้กระทั่งดิน เป็นต้น) เพื่อเพิ่มคุณสมบัติที่ดีให้กับวัสดุปลูก และเพื่อให้เหมาะกับการนำไปใช้ปลูกพืชแต่ละชนิดที่แตกต่างกัน


วัสดุปลูกพีทมอส Greenterra G4
ความละเอียด 0-7 ม.ม.

วัสดุปลูกพีทมอส Greenterra G5
ความละเอียด 5-20 ม.ม.

สวนเกษตร 32 เป็นตัวแทนนำเข้าและจำหน่ายวัสดุปลูกพีทมอส Greenterra ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับที่ “สวนเกษตร 32” ใช้ในการปลูกไม้กระถางทุกชนิด

คลิกที่นี่ (PDF)  หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับวัสดุปลูกที่มีจำหน่ายโดย สวนเกษตร 32

เรียนแจ้งว่าราคาสินค้าในแต่ละประเภทอาจมีการปรับเปลี่ยนตามช่วงโปรโมชั่น และราคาต้นทุนของสินค้าในแต่ละล๊อต

Posted by Pete Ongsuwan in วัสดุปลูกพืช, 0 comments
5 คุณประโยชน์ดีๆ จากเม็ดดินเผา

5 คุณประโยชน์ดีๆ จากเม็ดดินเผา

เม็ดดินเผา คืออะไร ???

นักปลูกต้นไม้บางท่านอาจมีคำถามในใจว่า “เม็ดดินเผามวลเบา” หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า “เม็ดดินเผา” (Clay Pebbles) นั้นคืออะไร? และเอาไว้ใช้ทำอะไรได้บ้าง?
 
👉🏻 วันนี้เรามาไขข้อสงสัยกันค่ะ

เม็ดดินเผามวลเบา (Lightweight Expanded Clay Aggregate, LECA)

เป็นวัสดุปลูกที่ทำมาจากการเผาเม็ดดินเหนียวที่อุณหภูมิสูง รูปทรงเป็นเม็ดกลม มีหลากหลายขนาด น้ำหนักเบา มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำได้ดี ไม่มีการทำปฏิกิริยากับธาตุอาหาร สามารถระบายน้ำและอากาศได้ดี มีโครงสร้างคงทนแข็งแรง ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ กากตะกอนสามารถให้ไนโตรเจน(N) และฟอสฟอรัส(P) ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของพืช อินทรีย์สารจะมีลักษณะใกล้เคียงกับดินที่มีความเหมาะสมต่อการปลูกพืช อีกทั้งยังสามารถนำไปล้างหรือนึ่งฆ่าเชื้อได้ จึงสามารถใช้ซ้ำได้ ไม่เป็นแหล่งสะสมของโรคและแมลงอีกด้วยค่ะ

เม็ดดินเผามวลเบา เป็นวัสดุปลูกที่ทำมาจากการเผาเม็ดดินเหนียวที่อุณหภูมิสูง รูปทรงเป็นเม็ดกลม มีหลากหลายขนาด น้ำหนักเบา มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำได้ดี ไม่มีการทำปฏิกิริยากับธาตุอาหาร สามารถระบายน้ำและอากาศได้ดี


ประโยชน์ของ “เม็ดดินเผา” ที่มักพบเจอได้บ่อยมีดังนี้ค่ะ

ใช้โรยหน้าดิน

เพื่อเพิ่มความสวยงาม ป้องกันการเจริญเติบโตของวัชพืช ลดการกระจายของดินปลูกเวลารดน้ำ และเนื่องจากเม็ดดินเผามีคุณสมบัติในการดูดซับความชื้น จึงช่วยกักเก็บความชื้นให้ผิวดิน

ใช้ผสมในดินปลูก

เม็ดดินเผาสามารถนำไปผสมในดินปลูกร่วมกับวัสดุปลูกชนิดอื่นๆได้เพื่อช่วยเพิ่มความโปร่งในดิน สำหรับพืชที่ชอบความโปร่ง อีกทั้งช่วยเก็บกักความชื้นและแร่ธาตุให้แก่พืช นอกจากนี้เม็ดดินเผายังปล่อยแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์แก่พืชอีกด้วย

ใช้เพาะเมล็ด

เนื่องด้วยคุณสมบัติที่สามารถกักเก็บความชื้นได้ดี จึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในการนำมาเพาะเมล็ดค่ะ

ใช้ในการปลูกผักไฮโดรพอนิกส์

เราสามารถใช้เม็ดดินเผาในระบบไฮโดรพอนิกส์แทนการใช้เพอร์ไลท์ได้ เนื่องจากเม็ดดินเผามีน้ำหนักเบา และมีคุณสมบัติดูดซับและกักเก็บความชื้น และเรายังสามารถนำไปล้างแล้วหมุนเวียนมาใช้ซ้ำได้ด้วยค่ะ

ใช้ชำหน่อ ชำกิ่ง ชำใบ

เราสามารถใช้เม็ดดินเผามาชำหน่อพืชจำพวกกระบองเพชร หรือชำกิ่งและชำใบพืชบางประเภทที่สามารถขยายพันธ์ด้วยการชำน้ำได้ เช่น พลูด่าง ไผก่วนอิม กวักมรกต ฯลฯ เม็ดดินเผาจะช่วยประคองส่วนของกิ่ง ใบ หรือหน่อของพืชที่เราชำค่ะ


พอจะเห็นประโยชน์ของเม็ดดินเผากันไปบ้างแล้วนะคะ หากท่านสนใจซื้อเม็ดดินเผาสามารถสั่งซื้อจากร้านค้าของเราทาง Shopee ซึ่งเม็ดดินเผาของเรามีจำหน่ายทั้งหมด 3 ขนาด (S,M,L) เป็นสินค้าเกรดพรีเมียม 
✅ นำเข้าจากต่างประเทศ และวางจำหน่ายในถุงบรรจุขนาด 10 ลิตร และ 35 ลิตร แพคบรรจุอย่างดีก่อนนำส่ง 📦 คุณลูกค้าจึงสามารถมั่นใจในคุณภาพได้เลยค่ะ  

อย่างไรก็ตามขอเรียนแจ้งว่า สีและขนาดของเม็ดดินเผาจากแต่ละแหล่งหรือแต่ละยี่ห้อนั้น จะมีความแตกต่างกัน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเม็ดดินเผาของ สวนเกษตร 32 สามารถดูเพิ่มเติมได้จาก link ต่อไปนี้เลยค่ะ

Posted by Ornusa Ongsuwan in วัสดุปลูกพืช, 0 comments
การดูแลไม้กระถางเบื้องต้น

การดูแลไม้กระถางเบื้องต้น

พืชทุกชนิด แม้ว่าจะต้องการ น้ำ แร่ธาตุ แสง และก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ในการสังเคราะแสงเหมือนๆกัน อย่างไรก็ตาม พืชแต่ละชนิด ก็มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่างกัน ในการปลูกเลี้ยง และดูแลรักษา ผู้ปลูกทุกท่าน อาจใช้ข้อมูลดังต่อไปนี้ เป็นแนวทางหลัก ในการเลี้ยงดูไม้ดอก ไม้ประดับ เพื่อให้พันธุ์ไม้ของท่าน มีความสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ


หน้าวัว (Anthurium)

  • แนะนำให้ใช้เครื่องปลูกร่วนโปร่ง เช่น
    พีทมอสหยาบ กาบมะพร้าวสับ เป็นต้น
  • ต้องการแสงร่ม-รำไร ควรพรางแสงประมาณ 50-60% RH
  • ความชื้นปานกลาง รดน้ำวันละครั้ง หรือวันเว้นวัน (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และความชื้นในวัสดุปลูก)
  • ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขังในจานรองกระถาง
  • หากต้องการให้ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยเม็ดละลายช้า สูตร 17-17-17 ในปริมาณ 1-2 กรัม ทุก 1-2 เดือน (กระถาง 7 นิ้ว)

บีโกเนีย (ฺBegonia)

  • เครื่องปลูก ควรเป็นวัสดุร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดี
  • ต้องการแสงร่ม-รำไร ไม่ควรให้ถูกแสงแดดโดยตรง
  • ควรรดน้ำวันเว้นวัน (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และความชื้นในวัสดุปลูก)
  • อย่าปล่อยให้มีน้ำขังในจานรองกระถาง
  • หากต้องการให้ปุ๋ย อาจใช้หลักดังต่อไปนี้
  • รดด้วยปุ๋ยเกร็ดสูตร 20-20-20 (ละลายน้ำในอัตรา ปุ๋ย 1 กรัม ต่อ น้ำ 1 ลิตร) สัปดาห์ละครั้ง
  • หรือ ใช้ปุ๋ยเม็ดละลายช้า สูตร 17-17-17 ในปริมาณ 1 กรัม ทุก 1-2 เดือน

ไซคลาเมน (Cyclamen)

  • เครื่องปลูก ควรเป็นวัสดุร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดี
  • ต้องการแสงร่ม-รำไร ควรพรางแสงประมาณ 50-60%
  • ควรรดน้ำวันเว้นวัน (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และความชื้นในวัสดุปลูก)
  • การรดน้ำ ไม่ควรให้ดินแฉะ เนื่องจากรากและหัวจะเน่า และไม่ควรรดน้ำโดนบริเวณดอกและใบ
  • อย่าปล่อยให้มีน้ำขังในจานรองกระถาง

สับปะรดสี (ฺBromeliad)

  • เครื่องปลูก ควรเป็นวัสดุร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดี
  • การให้แสง มีหลักคร่าวๆ ดังต่อไปนี้
  • ในสายพันธุ์ที่มีใบหนา-แข็ง จะต้องการแสงสว่างสูง แต่ก็ไม่ควรให้อยู่กลางแดดจัดโดยตรง เป็นเวลานาน
  • ส่วนสายพันธุ์ที่มีใบบาง ควรจัดให้อยู่ในที่ร่ม รำไร
  • ทั้งนี้ ในระหว่างที่ปลูกเลี้ยง หากใบมีสีเขียวซีด แสดงว่า ได้แสงมากเกินไป หากเป็นสีเขียวเข้ม แสดงว่าได้รับแสงน้อยเกินไป
  • ควรปลูกเลี้ยงในที่ๆมีอากาศถ่ายเทสะดวก และรักษาอุณหภูมิ ให้อยู่ในช่วง 23-38 องศาเซลเซียส โดยทั่วไปแล้ว พันธุ์ที่มีใบบาง จะทนต่ออุณหภูมิสูงได้ดีกว่า
  • สับปะรดสีเป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย ควรรดน้ำเมื่อผิวหน้าของเครื่องปลูกลึกลงไปประมาณ 1-2 นิ้ว เริ่มแห้ง และไม่ควรให้น้ำขังบริเวณกลีบดอก

พืชตระกูลเฟิร์น
(Ferns)
  • เครื่องปลูก ควรเป็นวัสดุร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดี
  • ต้องการแสงร่ม-รำไร ไม่ควรให้ถูกแสงแดดโดยตรง
  • ควรรดน้ำวันละครั้ง หรือวันเว้นวัน ไม่ควรรดจนแฉะ
  • ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขังในจานรองกระถาง
  • หากต้องการให้ปุ๋ย สำหรับกระถางขนาด 5 นิ้ว อาจใช้หลักดังต่อไปนี้
  • รดด้วยปุ๋ยเกร็ดสูตร 20-20-20 (ละลายน้ำในอัตรา ปุ๋ย 1 กรัม ต่อ น้ำ 1 ลิตร) สัปดาห์ละครั้ง
  • หรือ ใช้ปุ๋ยเม็ดละลายช้า สูตร 17-17-17 ในปริมาณ 1 กรัม ทุก 1-2 เดือน

พืชตระกูลคล้า
(Calathea)
  • เครื่องปลูก ควรเป็นวัสดุร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดี
  • ต้องการแสงร่ม-รำไร
  • ควรรดน้ำวันละครั้ง วันเว้นวัน ไม่ควรรดจนแฉะ
  • ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขังในจานรองกระถาง
  • การให้ปุ๋ย สามารถใช้หลักเช่นเดียวกับพืชตระกูลเฟิร์น

พืชตระกูลแก้วสารพัดนึก
(Alocasia amazonica)

  • เครื่องปลูก ควรเป็นวัสดุร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดี
  • ต้องการแสงร่ม-รำไร
  • ความชื้นปานกลาง ไม่ควรให้แฉะมาก
  • ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขังในจานรองกระถาง
  • อุณหภูมิที่เหมาะสม ประมาณ 20-35 องศาเซลเซียส
  • การให้ปุ๋ย สามารถใช้หลักเช่นเดียวกับพืชตระกูลเฟิร์น

Posted by Pete Ongsuwan in การดูแลต้นไม้, 0 comments