การดูแลต้นไม้

บทความเกี่ยวกับ การดูแลรักษาต้นไม้

แนะนำพันธุ์ไม้ Alocasia Stingray

แนะนำพันธุ์ไม้ Alocasia Stingray

Alocasia Stingray (อโลคาเซีย หางกระเบน)

Alocasia Stingray เป็นไม้ใบที่ช่วยฟอกอากาศ มีถิ่นกำเนิดมาจากแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นเขตร้อนชื้น มีใบที่มีลักษณะสวยสง่าและโดดเด่น ใบมีรูปทรงกลมและมีปลายแหลมยาวลักษณะคล้ายปลากระเบน มีความสูงเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 1-1.2 เมตร เป็นไม้ที่ไม่ต้องการการดูแลมาก ชอบความชื้นแต่ไม่ชอบแฉะ ชอบแสงรำไรค่อนไปทางสว่างแต่ไม่ชอบแดดจัด

ข้อมูลเบื้องต้น การดูแลรักษา

แสงสว่าง ☀️ : ชอบแสงรำไร ชอบความสว่างแต่ไม่ต้องการแดดจัด และไม่ต้องการรับแสงแดดโดยตรง
อุณหภูมิ 🌡: 18 – 22 องศาเซลเซียส (C)
การให้น้ำ 💧 : สามารถรดน้ำทีละน้อยแต่รดบ่อยๆทุกๆ 1-2 วันเพื่อรักษาความชื้นของวัสดุปลูกอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้วัสดุปลูกแห้งจนเกินไปเป็นเวลานาน และหลีกเลี่ยงน้ำขังที่บริเวณจานรองกระถางเพื่อป้องกันรากเน่าค่ะ
ความชื้น 💦 : เนื่องจากเป็นไม้ที่ชอบความชื้น การปลูกในห้องน้ำ หรือในสวนร่วมกับต้นไม้อื่นๆเพื่ออิงความชื้นกันจะทำให้ต้นไม้แข็งแรงสมบูรณ์ค่ะ แต่หากเราปลูกในบ้าน อาจช่วยเพิ่มความชื้นรอบต้นได้ด้วยการวางบนจานรองกระถางที่ใส่เม็ดดินเผาและน้ำไว้ หรือวางไว้ใกล้กับเครื่องทำความชื้นค่ะ
ปุ๋ย 🌱 : สามารถให้ปุ๋ยเม็ดละลายช้าเดือนละ 1 ครั้ง
วัสดุปลูก 🪵 : เลือกวัสดุปลูกที่สามารถเก็บความชื้นแต่ยังสามารถระบายน้ำได้ดี

ข้อควรรู้

  • พืชในกลุ่มอโลคาเซีย มักมีช่วงพักตัว ในระหว่างนั้นใบจะซีดเหลืองและหลุดร่วงไป(ทิ้งใบ) ซึ่งไม่ต้องตกใจ ในช่วงพักตัวต้นอโลคาเซียจะมีความต้องการน้ำที่ลดลง ให้ผู้เลี้ยงเปลี่ยนการรดน้ำมาเป็นรดเมื่อพบว่าดินแห้งแทนค่ะ
  • อโลคาเซียหางกระเบน สามารถก่ออาการระคายเคืองต่อผิวหนังและดวงตาได้ และเป็นไม้ที่เป็นพิษหากรับประทานเข้าไป ผู้ปลูกเลี้ยงที่มีเด็กและสัตว์เลี้ยงจึงควรระมัดระวังค่ะ

แชร์หน้านี้
Posted by Pete Ongsuwan in การดูแลต้นไม้
ดอกหน้าวัว เปลี่ยนสี เกิดจากอะไรได้บ้าง!?

ดอกหน้าวัว เปลี่ยนสี เกิดจากอะไรได้บ้าง!?

ดอกหน้าวัว เปลี่ยนสี เพราะอะไรบ้าง

หน้าวัว (Anthurium andreanum) เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดมาจากแถบอเมริกาใต้ และสามารถเติบโตได้ดีในภูมิประเทศเขตร้อน มีส่วนของฐานรองดอกที่มีสีสันสดใสคล้ายกับกลีบดอกซึ่งสีดั้งเดิมได้แก่สีแดง เหลือง และชมพู และในปัจจุบันมีการพัฒนาสายพันธุ์เพื่อให้มีสีสันที่หลากหลายมากขึ้นเช่น สีขาว สีเขียว ม่วง หรือมีหลากหลายสีในดอกเดียว ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ผู้ปลูกเลี้ยงหลายๆท่านมักมีคำถามว่าเพราะเหตุใดสีของดอกหน้าวัวที่เราดูแลถึ งได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นสีเขียวหรือซีดจางลง วันนี้เรามาไขข้อสงสัยกันค่ะ

1. อายุของดอก

อายุของดอกเป็นสาเหตุหนึ่งที่พบเห็นได้บ่อย โดยปกติแล้วดอกหน้าวัวมักจะมีสีสันสดใสยาวนานกินเวลาร่วมเดือนหากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามเมื่อตัวดอกมีอายุที่มากขึ้น (หลังจากที่ผ่านระยะเวลาหนึ่งเดือนไปแล้ว) สีของดอกมักจะซีดจางลง และอาจมีสีเขียวปรากฏขึ้นซึ่งถือเป็นเรื่องปกติค่ะ

2. การปลูกเลี้ยงในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม

อุณหภูมิ ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญสำหรับสีสันของดอกหน้าวัว อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการปลูกเลี้ยงหน้าวัวจะอยู่ที่ประมาณ 25-32 องศาเซลเซียส และหากเราวางไว้ในที่ๆมีอุณหภูมิสูงกว่านั้น มักจะทำให้สีของดอกซีดจางลงได้ค่ะ

3. การได้รับแสงที่ไม่เพียงพอหรือมากจนเกินไป

การได้รับแสงที่ไม่เพียงพอ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดอกหน้าวัวที่ออกมาใหม่ กลายเป็นสีเขียวแทนที่จะเป็นสีสันที่สดใสตรงตามสายพันธุ์ วิธีแก้ไขสามารถทำได้โดยการเปลี่ยนสถานที่จัดวางให้มีความสว่างมากขึ้น (อาจจะวางใกล้หน้าต่างมากขึ้น แต่ไม่โดนแดดโดยตรงนะคะ) เพื่อให้ต้นหน้าวัวของเราได้รับแสงอย่างเพียงพอค่ะ

อย่างไรก็ตามหากหน้าวัวได้รับแสงที่มากจนเกินไป ก็อาจทำให้สีของดอกซีดลงได้ด้วยนะคะ กรณีนี้มักพบในหน้าวัวที่ปลูกเลี้ยงภายนอกอาคารค่ะ

4. ต้นหน้าวัวขาดความสมบูรณ์

การที่ดอกหน้าวัวที่ออกใหม่กลายเป็นสีเขียว มักเกิดมาจากการที่ต้นแม่ออกดอกในขณะที่ต้นยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการที่ต้นหน้าวัวถูกเลี้ยงในสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน หรือมีระยะพักตัวน้อยก่อนที่จะออกดอกใหม่ค่ะ วิธีแก้ไขสามารถทำได้โดยการเปลี่ยนสถานที่จัดวางให้มีความเหมาะสมทั้งในด้านแสง, อุณหภูมิ, และความชื้นของวัสดุปลูก และเว้นการให้ปุ๋ยเร่งดอกแก่ต้นหน้าวัวชั่วคราว (สามารถให้ปุ๋ยบำรุงสูตรเสมอแบบทั่วไปแทนได้ค่ะ) เพื่อให้ต้นหน้าวัวได้มีระยะพักตัวเพื่อสะสมสารอาหารก่อนที่จะออกดอกใหม่ค่ะ


มาถึงตอนนี้ ทุกท่านคงพอจะทราบแล้วว่ามีหลากหลายปัจจัยที่ทำให้สีสันของดอกหน้าวัวมีการเปลี่ยนแปลง หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้กับการปลูกเลี้ยงหน้าวัว เพื่อให้ดอกหน้าวัวมีสีสันที่สดใสไปนานๆนะคะ แล้วพบกันใหม่กับบทความหน้าค่ะ


แชร์หน้านี้
Posted by Ornusa Ongsuwan in การดูแลต้นไม้
การดูแล ไฮเดรนเยีย (Hydrangea Growing Guide)

การดูแล ไฮเดรนเยีย (Hydrangea Growing Guide)

ไฮเดรนเยีย (Hydrangea macrophylla) เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในพื้นที่เอเซียตะวันออก (ญี่ปุ่น จีน เกาหลี) ก่อนที่จะแพร่กระจายออกไปในพื้นที่อื่นๆทั่วโลกทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกา โดยธรรมชาติเป็นไม้พุ่มที่อาจมีความสูงได้ถึง 2 เมตร แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีขนาดที่กระทัดรัด เพื่อให้สามารถปลูกเลี้ยงเป็นไม้กระถางได้เหมาะสมยิ่งขึ้น

ผลิตภัณฑ์ไม้กระถางไฮเดรนเยีย โดย สวนเกษตร 32 ใช้สายพันธุ์ที่พัฒนาเพื่อใช้เป็นไม้กระถางโดยเฉพาะ จึงมีขนาดต้นที่เหมาะสมสำหรับการตกแต่งภายในอาคารหรือบริเวณที่มีพื้นที่จำกัด

ไฮเดรนเยีย

เน้นแสงร่มรำไร

  • ปลูกเลี้ยงในบริเวณที่มีแสงร่มรำไร
  • อาจจะโดนแดดส่องโดยตรงได้บ้าง แต่ไม่ควรให้ถูกแดดจัดเป็นเวลานาน
  • Grow in the shade without prolonged direct sunlight

ปลูกเลี้ยงได้ในช่วงอุณหภูมิที่กว้างขึ้น

  • ไฮเดรนเยีย จาก สวนเกษตร 32 เป็นสายพันธุ์ที่สามารถปลูกได้ในเขตอากาศอบอุ่น
  • อุณหภูมิที่เหมาะสม: 20~30 °C
  • ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ: ประมาณ 70%
  • Recommended Temperature: 20~30 °C (68~86 °F)
  • Relative Humidity: Approx. 70%

การให้ปุ๋ย ไฮเดรนเยีย

  • หากต้องการให้ปุ๋ย อาจให้ทุกๆ 1-2 เดือน/ครั้ง
  • ชนิดของปุ๋ย ควรใช้เป็นปุ๋ยเม็ดละลายช้า
  • ข้อมูล/ปริมาณการใช้ปุ๋ย สามารถศึกษาได้จากบนฉลากของปุ๋ยที่ใช้
  • Fertilize the plant once every a month or two
  • Slow-release fertilizer is preferred
  • Apply with the amount recommended by your selected fertilizers

การรดน้ำ ไฮเดรนเยีย

  • ควรรดน้าวันละ 1 ครั้ง (ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม)
  • ไม่ควรปล่อยให้วัสดุปลูกแห้งสนิทจนเกินไป
  • Water the plant once a day (adaptable, subjected to climate condition)
  • Growing media must not be completely dry between watering

ข้อแนะนำอื่นๆ

  • ห้ามปล่อยให้มีน้าขังในจานรองกระถาง (ควรเทน้ำส่วนเกินในจานรองออกทุกครั้ง หลังการรดน้ำ)
  • ในระหว่างการรดน้ำ ควรระวังอย่าให้ดอกไม้เปียกน้ำ
  • หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อสวนฯได้ที่ LINE ID: @kaset32farm
  • Never let residue water sit in the saucer after watering
  • Please be careful not to wet the flowers during watering
  • Feel free to let us know, if you have any further inquiry: Contact Us

แชร์หน้านี้
Posted by Pete Ongsuwan in การดูแลต้นไม้
7 คำแนะนำ การดูแล หน้าวัวกระถาง

7 คำแนะนำ การดูแล หน้าวัวกระถาง

หน้าวัวกระถาง ดูแลยังไงดี?

การดูแล หน้าวัวกระถาง สำหรับใครที่เลี้ยง หน้าวัวกระถาง ในบ้าน เรามีวิธีดูแลต้นหน้าวัวให้สวยงามไปนานๆมาฝากค่ะ

1. ตั้งวางในที่มีแสงรำไร

ควรวางในที่มีแสงรำไร
ไม่มีแดดจัดจนเกินไป หรืออยู่ในร่มจนเกินไป

แสงสำหรับหน้าวัว

2. การรดน้ำ

  • รดน้ำวันละ 1 ครั้ง ในตอนเช้าที่บริเวณโคนต้น
  • เลือกใช้น้ำที่ไม่มีคลอรีน เช่น น้ำฝน น้ำดื่ม
  • หากต้องใช้น้ำประปา ให้รองน้ำใส่ภาชนะที่ไม่มีฝาปิด ตั้งทิ้งไว้ 2-3 วันก่อนนำมาใช้
การรดน้ำหน้าวัว

3. การให้ปุ๋ย

  • ใส่ปุ๋ยเดือนละ 1 ครั้ง หรือ 2 เดือนครั้ง ประมาณ ครึ่งช้อนชา / กระถางขนาด 7 นิ้ว
  • แนะนำให้ใช้ปุ๋ยเม็ดละลายช้า
  • ปุ๋ยสูตร 15-7-15, 16-16-16, หรือ 17-17-17 ก็ได้ค่ะ
การให้ปุ๋ยหน้าวัว

4. เพิ่มความชื้น

  • เพิ่มความชื้นในอากาศด้วยการพ่นละอองน้ำ (Foggy)
  • แนะนำให้ฉีดพ่นบริเวณใบ และโคนต้น
  • หลีกเลี่ยงการทำให้ดอกเปียก เนื่องจากอาจทำให้ปลีดอกขึ้นราได้
ความชื้นสำหรับหน้าวัว

5. จานรองกระถาง

  • ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขังในจานรองกระถางตลอดเวลา
  • เนื่องจากอาจทำให้รากต้นหน้าวัวเน่าได้
จานรองกระถางหน้าวัว

6. การตัดแต่ง

  • ตัดแต่งใบและดอกเก่าที่เหี่ยวออกเป็นประจำ
  • เพื่อสงวนอาหารให้กับใบและดอกใหม่
การตัดแต่งหน้าวัว

7. การย้ายกระถาง

  • ควรย้ายกระถางเมื่อต้นมีขนาดใหญ่ขึ้น
  • เลือกใช้วัสดุที่โปร่งและระบายน้ำได้ดี ใหม่ สะอาด ปราศจากเชื้อโรค
ย้ายกระถางหน้าวัว

นอกเหนือจาก 7 ข้อแนะนำข้างต้นแล้ว ท่านผู้อ่านยังสามารถดาวน์โหลด เอกสารเพิ่มเติม (PDF) เกี่ยวกับการดูแลต้นหน้าวัวได้อีกด้วย


แชร์หน้านี้
Posted by Ornusa Ongsuwan in การดูแลต้นไม้, 0 comments
การดูแลต้นไม้ในฤดูร้อน

การดูแลต้นไม้ในฤดูร้อน

รดน้ำเมื่อใด ควรรดน้ำเมื่อพบว่าวัสดุปลูกหรือดินเริ่มแห้ง สำหรับไม้กระถาง หากพบว่าวัสดูปลูกยังชุ่มและหนักอยู่ ก็อาจจะเว้นการรดน้ำไปก่อนได้

รดน้ำเวลาไหน ควรรดน้ำช่วงเช้าหรือเย็น หรือในช่วงที่อากาศไม่ร้อนจนเกินไป หากใช้สายยางรดน้ำควรให้แน่ใจว่าน้ำที่ค้างอยู่ในสายยางไม่ร้อน (เช่นกรณีที่สายยางตากแดดมาทั้งวัน) หรืออาจจะเปิดไล่น้ำที่ค้างอยู่ในสายยางออกไปก่อนก็ได้ โดยทั่วไปอาจรดน้ำวันละครั้ง แต่หากพบว่าถ้าวัสดุปลูกหรือดินแห้งมากๆ อาจรดวันละ 2 ครั้งเช้าและเย็น

รดน้ำอย่างไร ควรรดรอบโคนต้นไม้ให้ชุ่มและรดพุ่มใบ ด้วยเพื่อให้ใบพืชซึมซับน้ำ เข้าทาง ปากใบ และลดการคายน้ำ อย่างไรก็ตามกรณีที่เป็นไม้ดอกควรระมัดระวังไม่ให้น้ำไปโดนส่วนของดอกไม้ หลังรดน้ำสายยางควรม้วนเก็บให้เรียบร้อย ไม่ควรวางทับสนามหญ้า เพราะนอกจาก จะดูไม่เรียบร้อย น้ำที่ค้างอยู่ในสายยางที่ตากแดดจัดจะร้อนทำให้หญ้าตายได้

จานรองกระถาง ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขังที่จานรองตลอดเวลา เพราะอาจจะทำให้รากเน่าได้

การใส่ปุ๋ย สำหรับปุ๋ยเม็ดแนะนำให้ใช้ปุ๋ยละลายช้า อย่าให้เม็ดปุ๋ยติดค้างอยู่ที่ใบและยอด เพราะจะทำให้เกิดอาการใบไหม้ได้ หรืออาจจะให้ปุ๋ยก่อนรดน้ำก็ได้ สำหรับการใส่ปุ๋ยทางใบและฉีดยาฆ่าแมลง ไม่ควรฉีดพ่นในขณะที่อากาศร้อนจัด จะทำให้ใบไหม้และไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ เพราะในช่วงที่อากาศร้อน ปากใบพืชจะปิดเพื่อลดการคายน้ำ

การพรวนดิน พรวนดินให้ร่วนซุยเป็นประจำ เพื่อให้ดินโปร่งและมีช่องว่างในเนื้อดินเพื่อดูดซับน้ำ และช่วยให้น้ำซึมซับลงในดินในระดับที่ลึกกว่าปกติ ถ้าดินแห้งเกินไปอาจใช้วัสดุปลูกมาคลุมแปลงหรือโคนต้น ช่วยดูดซับน้ำ เช่น ขุยมะพร้าว/กาบมะพร้าวสับ เป็นต้น

การตัดแต่งกิ่ง สำหรับไม้ใหญ่ที่ปลูกกลางแจ้ง อาจตัดแต่งกิ่งกระโดง กิ่งเป็นโรค และกิ่งที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อลดการคายน้ำของพืช


แชร์หน้านี้
Posted by Pete Ongsuwan in การดูแลต้นไม้, 0 comments
การดูแลไม้กระถางเบื้องต้น

การดูแลไม้กระถางเบื้องต้น

พืชทุกชนิด แม้ว่าจะต้องการ น้ำ แร่ธาตุ แสง และก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ในการสังเคราะแสงเหมือนๆกัน อย่างไรก็ตาม พืชแต่ละชนิด ก็มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่างกัน ในการปลูกเลี้ยง และดูแลรักษา ผู้ปลูกทุกท่าน อาจใช้ข้อมูลดังต่อไปนี้ เป็นแนวทางหลัก ในการเลี้ยงดูไม้ดอก ไม้ประดับ เพื่อให้พันธุ์ไม้ของท่าน มีความสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ


หน้าวัว (Anthurium)

  • แนะนำให้ใช้เครื่องปลูกร่วนโปร่ง เช่น
    พีทมอสหยาบ กาบมะพร้าวสับ เป็นต้น
  • ต้องการแสงร่ม-รำไร ควรพรางแสงประมาณ 50-60% RH
  • ความชื้นปานกลาง รดน้ำวันละครั้ง หรือวันเว้นวัน (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และความชื้นในวัสดุปลูก)
  • ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขังในจานรองกระถาง
  • หากต้องการให้ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยเม็ดละลายช้า สูตร 17-17-17 ในปริมาณ 1-2 กรัม ทุก 1-2 เดือน (กระถาง 7 นิ้ว)

บีโกเนีย (ฺBegonia)

  • เครื่องปลูก ควรเป็นวัสดุร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดี
  • ต้องการแสงร่ม-รำไร ไม่ควรให้ถูกแสงแดดโดยตรง
  • ควรรดน้ำวันเว้นวัน (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และความชื้นในวัสดุปลูก)
  • อย่าปล่อยให้มีน้ำขังในจานรองกระถาง
  • หากต้องการให้ปุ๋ย อาจใช้หลักดังต่อไปนี้
  • รดด้วยปุ๋ยเกร็ดสูตร 20-20-20 (ละลายน้ำในอัตรา ปุ๋ย 1 กรัม ต่อ น้ำ 1 ลิตร) สัปดาห์ละครั้ง
  • หรือ ใช้ปุ๋ยเม็ดละลายช้า สูตร 17-17-17 ในปริมาณ 1 กรัม ทุก 1-2 เดือน

ไซคลาเมน (Cyclamen)

  • เครื่องปลูก ควรเป็นวัสดุร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดี
  • ต้องการแสงร่ม-รำไร ควรพรางแสงประมาณ 50-60%
  • ควรรดน้ำวันเว้นวัน (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และความชื้นในวัสดุปลูก)
  • การรดน้ำ ไม่ควรให้ดินแฉะ เนื่องจากรากและหัวจะเน่า และไม่ควรรดน้ำโดนบริเวณดอกและใบ
  • อย่าปล่อยให้มีน้ำขังในจานรองกระถาง

สับปะรดสี (ฺBromeliad)

  • เครื่องปลูก ควรเป็นวัสดุร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดี
  • การให้แสง มีหลักคร่าวๆ ดังต่อไปนี้
  • ในสายพันธุ์ที่มีใบหนา-แข็ง จะต้องการแสงสว่างสูง แต่ก็ไม่ควรให้อยู่กลางแดดจัดโดยตรง เป็นเวลานาน
  • ส่วนสายพันธุ์ที่มีใบบาง ควรจัดให้อยู่ในที่ร่ม รำไร
  • ทั้งนี้ ในระหว่างที่ปลูกเลี้ยง หากใบมีสีเขียวซีด แสดงว่า ได้แสงมากเกินไป หากเป็นสีเขียวเข้ม แสดงว่าได้รับแสงน้อยเกินไป
  • ควรปลูกเลี้ยงในที่ๆมีอากาศถ่ายเทสะดวก และรักษาอุณหภูมิ ให้อยู่ในช่วง 23-38 องศาเซลเซียส โดยทั่วไปแล้ว พันธุ์ที่มีใบบาง จะทนต่ออุณหภูมิสูงได้ดีกว่า
  • สับปะรดสีเป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย ควรรดน้ำเมื่อผิวหน้าของเครื่องปลูกลึกลงไปประมาณ 1-2 นิ้ว เริ่มแห้ง และไม่ควรให้น้ำขังบริเวณกลีบดอก

พืชตระกูลเฟิร์น
(Ferns)
  • เครื่องปลูก ควรเป็นวัสดุร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดี
  • ต้องการแสงร่ม-รำไร ไม่ควรให้ถูกแสงแดดโดยตรง
  • ควรรดน้ำวันละครั้ง หรือวันเว้นวัน ไม่ควรรดจนแฉะ
  • ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขังในจานรองกระถาง
  • หากต้องการให้ปุ๋ย สำหรับกระถางขนาด 5 นิ้ว อาจใช้หลักดังต่อไปนี้
  • รดด้วยปุ๋ยเกร็ดสูตร 20-20-20 (ละลายน้ำในอัตรา ปุ๋ย 1 กรัม ต่อ น้ำ 1 ลิตร) สัปดาห์ละครั้ง
  • หรือ ใช้ปุ๋ยเม็ดละลายช้า สูตร 17-17-17 ในปริมาณ 1 กรัม ทุก 1-2 เดือน

พืชตระกูลคล้า
(Calathea)
  • เครื่องปลูก ควรเป็นวัสดุร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดี
  • ต้องการแสงร่ม-รำไร
  • ควรรดน้ำวันละครั้ง วันเว้นวัน ไม่ควรรดจนแฉะ
  • ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขังในจานรองกระถาง
  • การให้ปุ๋ย สามารถใช้หลักเช่นเดียวกับพืชตระกูลเฟิร์น

พืชตระกูลแก้วสารพัดนึก
(Alocasia amazonica)

  • เครื่องปลูก ควรเป็นวัสดุร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดี
  • ต้องการแสงร่ม-รำไร
  • ความชื้นปานกลาง ไม่ควรให้แฉะมาก
  • ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขังในจานรองกระถาง
  • อุณหภูมิที่เหมาะสม ประมาณ 20-35 องศาเซลเซียส
  • การให้ปุ๋ย สามารถใช้หลักเช่นเดียวกับพืชตระกูลเฟิร์น


แชร์หน้านี้
Posted by Pete Ongsuwan in การดูแลต้นไม้, 0 comments