สาระน่ารู้

สาระน่ารู้ และบทความที่น่าสนใจ

ดอกหน้าวัว เปลี่ยนสี เกิดจากอะไรได้บ้าง!?

ดอกหน้าวัว เปลี่ยนสี เกิดจากอะไรได้บ้าง!?

ดอกหน้าวัว เปลี่ยนสี เพราะอะไรบ้าง

หน้าวัว (Anthurium andreanum) เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดมาจากแถบอเมริกาใต้ และสามารถเติบโตได้ดีในภูมิประเทศเขตร้อน มีส่วนของฐานรองดอกที่มีสีสันสดใสคล้ายกับกลีบดอกซึ่งสีดั้งเดิมได้แก่สีแดง เหลือง และชมพู และในปัจจุบันมีการพัฒนาสายพันธุ์เพื่อให้มีสีสันที่หลากหลายมากขึ้นเช่น สีขาว สีเขียว ม่วง หรือมีหลากหลายสีในดอกเดียว ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ผู้ปลูกเลี้ยงหลายๆท่านมักมีคำถามว่าเพราะเหตุใดสีของดอกหน้าวัวที่เราดูแลถึ งได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นสีเขียวหรือซีดจางลง วันนี้เรามาไขข้อสงสัยกันค่ะ

1. อายุของดอก

อายุของดอกเป็นสาเหตุหนึ่งที่พบเห็นได้บ่อย โดยปกติแล้วดอกหน้าวัวมักจะมีสีสันสดใสยาวนานกินเวลาร่วมเดือนหากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามเมื่อตัวดอกมีอายุที่มากขึ้น (หลังจากที่ผ่านระยะเวลาหนึ่งเดือนไปแล้ว) สีของดอกมักจะซีดจางลง และอาจมีสีเขียวปรากฏขึ้นซึ่งถือเป็นเรื่องปกติค่ะ

2. การปลูกเลี้ยงในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม

อุณหภูมิ ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญสำหรับสีสันของดอกหน้าวัว อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการปลูกเลี้ยงหน้าวัวจะอยู่ที่ประมาณ 25-32 องศาเซลเซียส และหากเราวางไว้ในที่ๆมีอุณหภูมิสูงกว่านั้น มักจะทำให้สีของดอกซีดจางลงได้ค่ะ

3. การได้รับแสงที่ไม่เพียงพอหรือมากจนเกินไป

การได้รับแสงที่ไม่เพียงพอ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดอกหน้าวัวที่ออกมาใหม่ กลายเป็นสีเขียวแทนที่จะเป็นสีสันที่สดใสตรงตามสายพันธุ์ วิธีแก้ไขสามารถทำได้โดยการเปลี่ยนสถานที่จัดวางให้มีความสว่างมากขึ้น (อาจจะวางใกล้หน้าต่างมากขึ้น แต่ไม่โดนแดดโดยตรงนะคะ) เพื่อให้ต้นหน้าวัวของเราได้รับแสงอย่างเพียงพอค่ะ

อย่างไรก็ตามหากหน้าวัวได้รับแสงที่มากจนเกินไป ก็อาจทำให้สีของดอกซีดลงได้ด้วยนะคะ กรณีนี้มักพบในหน้าวัวที่ปลูกเลี้ยงภายนอกอาคารค่ะ

4. ต้นหน้าวัวขาดความสมบูรณ์

การที่ดอกหน้าวัวที่ออกใหม่กลายเป็นสีเขียว มักเกิดมาจากการที่ต้นแม่ออกดอกในขณะที่ต้นยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการที่ต้นหน้าวัวถูกเลี้ยงในสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน หรือมีระยะพักตัวน้อยก่อนที่จะออกดอกใหม่ค่ะ วิธีแก้ไขสามารถทำได้โดยการเปลี่ยนสถานที่จัดวางให้มีความเหมาะสมทั้งในด้านแสง, อุณหภูมิ, และความชื้นของวัสดุปลูก และเว้นการให้ปุ๋ยเร่งดอกแก่ต้นหน้าวัวชั่วคราว (สามารถให้ปุ๋ยบำรุงสูตรเสมอแบบทั่วไปแทนได้ค่ะ) เพื่อให้ต้นหน้าวัวได้มีระยะพักตัวเพื่อสะสมสารอาหารก่อนที่จะออกดอกใหม่ค่ะ


มาถึงตอนนี้ ทุกท่านคงพอจะทราบแล้วว่ามีหลากหลายปัจจัยที่ทำให้สีสันของดอกหน้าวัวมีการเปลี่ยนแปลง หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้กับการปลูกเลี้ยงหน้าวัว เพื่อให้ดอกหน้าวัวมีสีสันที่สดใสไปนานๆนะคะ แล้วพบกันใหม่กับบทความหน้าค่ะ


แชร์หน้านี้
Posted by Ornusa Ongsuwan in การดูแลต้นไม้
การดูแล ไฮเดรนเยีย (Hydrangea Growing Guide)

การดูแล ไฮเดรนเยีย (Hydrangea Growing Guide)

ไฮเดรนเยีย (Hydrangea macrophylla) เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในพื้นที่เอเซียตะวันออก (ญี่ปุ่น จีน เกาหลี) ก่อนที่จะแพร่กระจายออกไปในพื้นที่อื่นๆทั่วโลกทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกา โดยธรรมชาติเป็นไม้พุ่มที่อาจมีความสูงได้ถึง 2 เมตร แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีขนาดที่กระทัดรัด เพื่อให้สามารถปลูกเลี้ยงเป็นไม้กระถางได้เหมาะสมยิ่งขึ้น

ผลิตภัณฑ์ไม้กระถางไฮเดรนเยีย โดย สวนเกษตร 32 ใช้สายพันธุ์ที่พัฒนาเพื่อใช้เป็นไม้กระถางโดยเฉพาะ จึงมีขนาดต้นที่เหมาะสมสำหรับการตกแต่งภายในอาคารหรือบริเวณที่มีพื้นที่จำกัด

ไฮเดรนเยีย

เน้นแสงร่มรำไร

  • ปลูกเลี้ยงในบริเวณที่มีแสงร่มรำไร
  • อาจจะโดนแดดส่องโดยตรงได้บ้าง แต่ไม่ควรให้ถูกแดดจัดเป็นเวลานาน
  • Grow in the shade without prolonged direct sunlight

ปลูกเลี้ยงได้ในช่วงอุณหภูมิที่กว้างขึ้น

  • ไฮเดรนเยีย จาก สวนเกษตร 32 เป็นสายพันธุ์ที่สามารถปลูกได้ในเขตอากาศอบอุ่น
  • อุณหภูมิที่เหมาะสม: 20~30 °C
  • ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ: ประมาณ 70%
  • Recommended Temperature: 20~30 °C (68~86 °F)
  • Relative Humidity: Approx. 70%

การให้ปุ๋ย ไฮเดรนเยีย

  • หากต้องการให้ปุ๋ย อาจให้ทุกๆ 1-2 เดือน/ครั้ง
  • ชนิดของปุ๋ย ควรใช้เป็นปุ๋ยเม็ดละลายช้า
  • ข้อมูล/ปริมาณการใช้ปุ๋ย สามารถศึกษาได้จากบนฉลากของปุ๋ยที่ใช้
  • Fertilize the plant once every a month or two
  • Slow-release fertilizer is preferred
  • Apply with the amount recommended by your selected fertilizers

การรดน้ำ ไฮเดรนเยีย

  • ควรรดน้าวันละ 1 ครั้ง (ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม)
  • ไม่ควรปล่อยให้วัสดุปลูกแห้งสนิทจนเกินไป
  • Water the plant once a day (adaptable, subjected to climate condition)
  • Growing media must not be completely dry between watering

ข้อแนะนำอื่นๆ

  • ห้ามปล่อยให้มีน้าขังในจานรองกระถาง (ควรเทน้ำส่วนเกินในจานรองออกทุกครั้ง หลังการรดน้ำ)
  • ในระหว่างการรดน้ำ ควรระวังอย่าให้ดอกไม้เปียกน้ำ
  • หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อสวนฯได้ที่ LINE ID: @kaset32farm
  • Never let residue water sit in the saucer after watering
  • Please be careful not to wet the flowers during watering
  • Feel free to let us know, if you have any further inquiry: Contact Us

แชร์หน้านี้
Posted by Pete Ongsuwan in การดูแลต้นไม้
เปิดแล้ว บ้านและสวนแฟร์ 2021

เปิดแล้ว บ้านและสวนแฟร์ 2021

พบกับ สวนเกษตร 32 ได้ที่ งานบ้านและสวน (บ้านและสวนแฟร์)
ไบเทค บางนา, บูท B9-B10 / วันที่ 17-21 มีนาคม 2564

เริ่มแล้ววันนี้ สวนเกษตร 32 ร่วมออกบูทที่ งานบ้านและสวน (บ้านและสวนแฟร์ 2021) ระหว่างวันที่ 17 ถึง 21 มีนาคม 2564 ที่ ไบเทค บางนา (Hall: EH,  Booth: B9-B10)

ในส่วนบูทของ สวนเกษตร 32 พบกับธีมร้านดอกไม้ฮอลแลนด์ และ ไม้ดอกไม้ประดับสวยๆ ที่ทางสวนฯขนส่งจากเชียงรายมาขายในงานนี้โดยตรง

ทางสวนฯจะทะยอยนำรูปบรรยากาศในงานมาลงให้ชมกันเรื่อยๆจ้า


แชร์หน้านี้
Posted by Pete Ongsuwan in ข่าวสาร
บ้านและสวนแฟร์ 2021 ที่ ไบเทค บางนา

บ้านและสวนแฟร์ 2021 ที่ ไบเทค บางนา

สวนเกษตร 32 ร่วมออกบูทที่ งานบ้านและสวน 2021

พบกับบูธของ “สวนเกษตร 32” ที่งาน “บ้านและสวนแฟร์ : select 2021” ในวันที่ 17-21 มีนาคม 2564 นี้
ที่ ไบเทค บางนา / บูธ B9-B10, B28-B29
เตรียมชม เตรียมช๊อป และเก็บภาพ บรรยากาศสวยๆ กับการตกแต่งบูธสไตล์ฮอลแลนด์ของเรา
👀 🛍 📸

พบกับสินค้ารายการพิเศษ จำนวนจำกัด ในงาน บ้านและสวนแฟร์

ในงานนี้ เราขนไม้ดอกไม้ประดับคุณภาพสูงเกรดพรีเมียม  และวัสดุปลูกคุณภาพ มานำเสนอแก่ทุกท่านเช่นเคย
และยังมีสินค้าที่เป็น Limited Edition ของเรามาจัดแสดงและจำหน่ายอีกด้วยค่ะ

  • หน้าวัวทูอินวัน (2 in 1)
  • หน้าวัวสีดำ สายพันธุ์ Love Black
  • หน้าวัวสายพันธุ์พิเศษกระถางใหญ่ 9”
  • คล้ากระถางใหญ่ 7” และ 9”
  • คล้าสายพันธุ์แคระพิเศษ Mini Makoyana
  • Alocasia Sarian
  • Alocasia Zebrina
  • Alocasia Stingray
  • Philodendron Birkin ลายด่างพิเศษ ไม่ซ้ำใคร
หน้าวัว Mystique
หน้าวัว Million Flowers Red
หน้าวัว 2-in-1
หน้าวัว Vanilla

ช้อปครบ 1,200+ บาท > รับฟรีทันที กระเป๋าผ้าสปันบอนด์ลดโลกร้อน

พิเศษ! เมื่อซื้อสินค้าครบ 1,200 บาทขึ้นไป รับฟรี กระเป๋าผ้าสปันบอนด์ลดโลกร้อน (สินค้ามีจำนวนจำกัดต่อวัน ซื้อก่อนมีสิทธิ์ก่อนนะคะ)
ต้องขอบอกว่างานนี้ยิ่งใหญ่และพิเศษจริงๆค่ะ ใครที่เป็นแฟนของ 🇹🇭สวนเกษตร 32🇹🇭 ไม่ควรพลาดนะคะ
^_^ แล้วพบกันค่ะ ^_^
ไฮเดรนเยีย
บีโกเนีย
เฟิร์นโอซาก้า
บีโกเนีย
กระเป๋าผ้าสปันบอนด์ลดโลกร้อน สวนเกษตร 32

แชร์หน้านี้
Posted by Ornusa Ongsuwan in ข่าวสาร
7 คำแนะนำ การดูแล หน้าวัวกระถาง

7 คำแนะนำ การดูแล หน้าวัวกระถาง

หน้าวัวกระถาง ดูแลยังไงดี?

การดูแล หน้าวัวกระถาง สำหรับใครที่เลี้ยง หน้าวัวกระถาง ในบ้าน เรามีวิธีดูแลต้นหน้าวัวให้สวยงามไปนานๆมาฝากค่ะ

1. ตั้งวางในที่มีแสงรำไร

ควรวางในที่มีแสงรำไร
ไม่มีแดดจัดจนเกินไป หรืออยู่ในร่มจนเกินไป

แสงสำหรับหน้าวัว

2. การรดน้ำ

  • รดน้ำวันละ 1 ครั้ง ในตอนเช้าที่บริเวณโคนต้น
  • เลือกใช้น้ำที่ไม่มีคลอรีน เช่น น้ำฝน น้ำดื่ม
  • หากต้องใช้น้ำประปา ให้รองน้ำใส่ภาชนะที่ไม่มีฝาปิด ตั้งทิ้งไว้ 2-3 วันก่อนนำมาใช้
การรดน้ำหน้าวัว

3. การให้ปุ๋ย

  • ใส่ปุ๋ยเดือนละ 1 ครั้ง หรือ 2 เดือนครั้ง ประมาณ ครึ่งช้อนชา / กระถางขนาด 7 นิ้ว
  • แนะนำให้ใช้ปุ๋ยเม็ดละลายช้า
  • ปุ๋ยสูตร 15-7-15, 16-16-16, หรือ 17-17-17 ก็ได้ค่ะ
การให้ปุ๋ยหน้าวัว

4. เพิ่มความชื้น

  • เพิ่มความชื้นในอากาศด้วยการพ่นละอองน้ำ (Foggy)
  • แนะนำให้ฉีดพ่นบริเวณใบ และโคนต้น
  • หลีกเลี่ยงการทำให้ดอกเปียก เนื่องจากอาจทำให้ปลีดอกขึ้นราได้
ความชื้นสำหรับหน้าวัว

5. จานรองกระถาง

  • ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขังในจานรองกระถางตลอดเวลา
  • เนื่องจากอาจทำให้รากต้นหน้าวัวเน่าได้
จานรองกระถางหน้าวัว

6. การตัดแต่ง

  • ตัดแต่งใบและดอกเก่าที่เหี่ยวออกเป็นประจำ
  • เพื่อสงวนอาหารให้กับใบและดอกใหม่
การตัดแต่งหน้าวัว

7. การย้ายกระถาง

  • ควรย้ายกระถางเมื่อต้นมีขนาดใหญ่ขึ้น
  • เลือกใช้วัสดุที่โปร่งและระบายน้ำได้ดี ใหม่ สะอาด ปราศจากเชื้อโรค
ย้ายกระถางหน้าวัว

นอกเหนือจาก 7 ข้อแนะนำข้างต้นแล้ว ท่านผู้อ่านยังสามารถดาวน์โหลด เอกสารเพิ่มเติม (PDF) เกี่ยวกับการดูแลต้นหน้าวัวได้อีกด้วย


แชร์หน้านี้
Posted by Ornusa Ongsuwan in การดูแลต้นไม้, 0 comments
การดูแลต้นไม้ในฤดูร้อน

การดูแลต้นไม้ในฤดูร้อน

รดน้ำเมื่อใด ควรรดน้ำเมื่อพบว่าวัสดุปลูกหรือดินเริ่มแห้ง สำหรับไม้กระถาง หากพบว่าวัสดูปลูกยังชุ่มและหนักอยู่ ก็อาจจะเว้นการรดน้ำไปก่อนได้

รดน้ำเวลาไหน ควรรดน้ำช่วงเช้าหรือเย็น หรือในช่วงที่อากาศไม่ร้อนจนเกินไป หากใช้สายยางรดน้ำควรให้แน่ใจว่าน้ำที่ค้างอยู่ในสายยางไม่ร้อน (เช่นกรณีที่สายยางตากแดดมาทั้งวัน) หรืออาจจะเปิดไล่น้ำที่ค้างอยู่ในสายยางออกไปก่อนก็ได้ โดยทั่วไปอาจรดน้ำวันละครั้ง แต่หากพบว่าถ้าวัสดุปลูกหรือดินแห้งมากๆ อาจรดวันละ 2 ครั้งเช้าและเย็น

รดน้ำอย่างไร ควรรดรอบโคนต้นไม้ให้ชุ่มและรดพุ่มใบ ด้วยเพื่อให้ใบพืชซึมซับน้ำ เข้าทาง ปากใบ และลดการคายน้ำ อย่างไรก็ตามกรณีที่เป็นไม้ดอกควรระมัดระวังไม่ให้น้ำไปโดนส่วนของดอกไม้ หลังรดน้ำสายยางควรม้วนเก็บให้เรียบร้อย ไม่ควรวางทับสนามหญ้า เพราะนอกจาก จะดูไม่เรียบร้อย น้ำที่ค้างอยู่ในสายยางที่ตากแดดจัดจะร้อนทำให้หญ้าตายได้

จานรองกระถาง ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขังที่จานรองตลอดเวลา เพราะอาจจะทำให้รากเน่าได้

การใส่ปุ๋ย สำหรับปุ๋ยเม็ดแนะนำให้ใช้ปุ๋ยละลายช้า อย่าให้เม็ดปุ๋ยติดค้างอยู่ที่ใบและยอด เพราะจะทำให้เกิดอาการใบไหม้ได้ หรืออาจจะให้ปุ๋ยก่อนรดน้ำก็ได้ สำหรับการใส่ปุ๋ยทางใบและฉีดยาฆ่าแมลง ไม่ควรฉีดพ่นในขณะที่อากาศร้อนจัด จะทำให้ใบไหม้และไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ เพราะในช่วงที่อากาศร้อน ปากใบพืชจะปิดเพื่อลดการคายน้ำ

การพรวนดิน พรวนดินให้ร่วนซุยเป็นประจำ เพื่อให้ดินโปร่งและมีช่องว่างในเนื้อดินเพื่อดูดซับน้ำ และช่วยให้น้ำซึมซับลงในดินในระดับที่ลึกกว่าปกติ ถ้าดินแห้งเกินไปอาจใช้วัสดุปลูกมาคลุมแปลงหรือโคนต้น ช่วยดูดซับน้ำ เช่น ขุยมะพร้าว/กาบมะพร้าวสับ เป็นต้น

การตัดแต่งกิ่ง สำหรับไม้ใหญ่ที่ปลูกกลางแจ้ง อาจตัดแต่งกิ่งกระโดง กิ่งเป็นโรค และกิ่งที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อลดการคายน้ำของพืช


แชร์หน้านี้
Posted by Pete Ongsuwan in การดูแลต้นไม้, 0 comments
พีทมอส คืออะไร

พีทมอส คืออะไร

เชื่อว่านักปลูกหลายๆท่านรู้จักและคุ้นเคยกับวัสดุปลูกประเภท “พีทมอส” มาบ้างไม่มากก็น้อย และคงเคยเห็น พีทมอส ผ่านตามาแล้วบ้างจากร้านขายต้นไม้หรือร้านค้าจำหน่ายอุปกรณ์การเกษตร แต่สำหรับนักปลูกมือใหม่บางท่านอาจจะยังไม่รู้จักวัสดุปลูกที่เป็นที่นิยมนี้ สวนเกษตร 32 จึงขอนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับ พีทมอส มาฝากกันในบทความนี้

พีทมอส พักพบได้บริเวณพื้นที่ๆมีน้ำท่วมขัง

Image Credits: wikimedia.org, Boréal

การขุดคูเพื่อระบายน้ำก่อนการขุดพีทมอส

Image Credits: wikipedia.org, Sarah777

อะไรคือ พีทมอส?

พีทมอส (Peat Moss) คือวัสดุที่เกิดจากการย่อยสลายของซากมอส (Sphagnum spp.) และซากพืชที่ทับถมกันมานานนับพันปี มีลักษณะเป็นสีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงดำ เนื้อโปร่ง น้ำหนักเบา สะอาด ปราศจากวัชพืช ปลอดเชื้อโรคและเชื้อรา มีคุณสมบัติสามารถรักษาความชื้นได้ดี และมีความเป็นกรดโดยธรรมชาติ (pH 3.0 – 4.0) นอกเหนือจากการนำไปใช้ผลิตเป็นวัสดุปลูกพืชแล้ว พีทมอส ยังถูกนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงได้อีกด้วย

พีทมอส มักพบในบริเวณพื้นที่ๆมีน้ำท่วมขัง ซึ่งมักจะต้องขุดคูเพื่อระบายน้ำบริเวณชั้นผิวหน้าออกไปก่อน จากนั้นจึงขุดพีทมอสขึ้นมาใช้มางานโดยขูดส่วนที่แห้งบริเวณผิวหน้าออกมาก่อน สีของพีทมอสจะบอกได้ถึงอายุและคุณลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกันออกไป โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งออกได้เป็นสามกลุ่มดังต่อไปนี้

  • White Peat (สีน้ำตาลอ่อน) เป็นพีทที่มีอายุการทับถมน้อย มักพบชั้นบนของบ่อ ลักษณะเนื้อโดยธรรมชาติจะยังมีความหยาบ มักใช้เป็นส่วนประกอบหลักของการผลิตวัสดุปลูก
  • Brown Peat (สีน้ำตาล) เป็นพีทที่พบที่ความลึกบริเวณกลางบ่อขุด มีลักษณะทางกายภาพอยู่กึ่งกลางระหว่าง White Peat และ Black Peat โดยยังพอสังเกตุเห็นเส้นใยมอสในเนื้อวัสดุได้อยู่บ้าง
  • Black Peat (สีน้ำตาลเข้ม-ดำ) เป็นพีทที่พบในบริเวณส่วนที่ลึกลงไป มีสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำ เนื้อมีความละเอียดสูง เมื่อเปียกน้ำจะเก็บความชื้นไว้ได้นาน แต่การระบายอากาศจะไม่ดีด้วยความหนาแน่นของตัววัสดุ

วัสดุปลูกพีทมอส Greenterra (250-L)

วัสดุปลูกพีทมอส Greenterra (70-L)

การนำพีทมอสมาใช้เป็นวัสดุปลูกพืช

วัสดุปลูกพีทมอส (Peat Moss Substrate) คือการนำเอาพีทมอสมาทำการปรับปรุงให้เหมาะกับการนำไปใช้ปลูกพืช ซึ่งส่วนประกอบหลักมักจะเป็น White Peat เนื่องจากมีความโปร่งและการระบายน้ำที่เหมาะสมกับการปลูกพืชโดยทั่วไป (หรือวัสดุปลูกฯบางสูตรอาจมีการผสม Brown-Black Peat ลงไปด้วยเพื่อเพิ่มคุณลักษณะการเก็บรักษาความชื้น)

การปรับปรุงวัสดุปลูกพีทมอส จะมีองค์ประกอบหลักดังต่อไปนี้

  • คัดแบ่งความละเอียดออกเป็นหลายๆช่วง (ตามลักษณะการนำไปใช้งาน เช่น ชนิดละเอียด (Fine) สำหรับเพาะเมล็ด หรือชนิดกึ่งหยาบ (Semi-Coarse) สำหรับเพาะปลูกไม้กระถางโดยทั่วไป) เป็นต้น
  • ปรับค่าความเป็นกรด-ด่างให้เหมาะกับพืชที่จะปลูก แต่โดยทั่วไปมักจะอยู่ในช่วง pH 5.5 – 6.5
  • เพิ่มปุ๋ยลงไปในส่วนผสม เนื่องจากโดยธรรมชาติของพีทมอสที่ขุดขึ้นมาใหม่จะมีธาตุอาหารในตัววัสดุค่อนข้างต่ำ
  • เติมสารที่ช่วยในการดูดซับน้ำของวัสดุปลูก (Wetting Agent) เนื่องจากเมื่อพีทมอสแห้งสนิทมักจะหดตัวทำให้ซึมซับน้ำได้ไม่ค่อยดี (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่ม Black Peat) แต่เมื่อเปียกชื้นแล้วคุณลักษณะก็จะกลับมาเป็นปกติ ดังนั้นข้อสำคัญอย่างหนึ่งของการใช้วัสดุปลูกพีทมอสก็คือ ไม่ควรปล่อยให้วัสดุปลูกแห้งสนิทมากเกินไป

จะเห็นได้ว่าเราสามารถใช้ประโยชน์จาก พีทมอส ได้หลากหลายด้าน ทั้งการนำไปใช้เพาะเมล็ด การใช้เป็นวัสดุเพาะปลูกพืช หรือนำไปเป็นส่วนผสมกับวัสดุปลูกอื่นๆ (เช่น ขุยมะพร้าว เพอร์ไลต์ เวอมิคูไลต์ หรือแม้กระทั่งดิน เป็นต้น) เพื่อเพิ่มคุณสมบัติที่ดีให้กับวัสดุปลูก และเพื่อให้เหมาะกับการนำไปใช้ปลูกพืชแต่ละชนิดที่แตกต่างกัน


วัสดุปลูกพีทมอส Greenterra G4
ความละเอียด 0-7 ม.ม.

วัสดุปลูกพีทมอส Greenterra G5
ความละเอียด 5-20 ม.ม.

สวนเกษตร 32 เป็นตัวแทนนำเข้าและจำหน่ายวัสดุปลูกพีทมอส Greenterra ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับที่ “สวนเกษตร 32” ใช้ในการปลูกไม้กระถางทุกชนิด

คลิกที่นี่ (PDF)  หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับวัสดุปลูกที่มีจำหน่ายโดย สวนเกษตร 32

เรียนแจ้งว่าราคาสินค้าในแต่ละประเภทอาจมีการปรับเปลี่ยนตามช่วงโปรโมชั่น และราคาต้นทุนของสินค้าในแต่ละล๊อต


แชร์หน้านี้
Posted by Pete Ongsuwan in วัสดุปลูกพืช, 2 comments
5 คุณประโยชน์ดีๆ จากเม็ดดินเผา

5 คุณประโยชน์ดีๆ จากเม็ดดินเผา

เม็ดดินเผา คืออะไร ???

นักปลูกต้นไม้บางท่านอาจมีคำถามในใจว่า “เม็ดดินเผามวลเบา” หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า “เม็ดดินเผา” (Clay Pebbles) นั้นคืออะไร? และเอาไว้ใช้ทำอะไรได้บ้าง?
 
👉🏻 วันนี้เรามาไขข้อสงสัยกันค่ะ

เม็ดดินเผามวลเบา (Lightweight Expanded Clay Aggregate, LECA)

เป็นวัสดุปลูกที่ทำมาจากการเผาเม็ดดินเหนียวที่อุณหภูมิสูง รูปทรงเป็นเม็ดกลม มีหลากหลายขนาด น้ำหนักเบา มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำได้ดี ไม่มีการทำปฏิกิริยากับธาตุอาหาร สามารถระบายน้ำและอากาศได้ดี มีโครงสร้างคงทนแข็งแรง ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ กากตะกอนสามารถให้ไนโตรเจน(N) และฟอสฟอรัส(P) ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของพืช อินทรีย์สารจะมีลักษณะใกล้เคียงกับดินที่มีความเหมาะสมต่อการปลูกพืช อีกทั้งยังสามารถนำไปล้างหรือนึ่งฆ่าเชื้อได้ จึงสามารถใช้ซ้ำได้ ไม่เป็นแหล่งสะสมของโรคและแมลงอีกด้วยค่ะ

เม็ดดินเผามวลเบา เป็นวัสดุปลูกที่ทำมาจากการเผาเม็ดดินเหนียวที่อุณหภูมิสูง รูปทรงเป็นเม็ดกลม มีหลากหลายขนาด น้ำหนักเบา มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำได้ดี ไม่มีการทำปฏิกิริยากับธาตุอาหาร สามารถระบายน้ำและอากาศได้ดี


ประโยชน์ของ “เม็ดดินเผา” ที่มักพบเจอได้บ่อยมีดังนี้ค่ะ

ใช้โรยหน้าดิน

เพื่อเพิ่มความสวยงาม ป้องกันการเจริญเติบโตของวัชพืช ลดการกระจายของดินปลูกเวลารดน้ำ และเนื่องจากเม็ดดินเผามีคุณสมบัติในการดูดซับความชื้น จึงช่วยกักเก็บความชื้นให้ผิวดิน

ใช้ผสมในดินปลูก

เม็ดดินเผาสามารถนำไปผสมในดินปลูกร่วมกับวัสดุปลูกชนิดอื่นๆได้เพื่อช่วยเพิ่มความโปร่งในดิน สำหรับพืชที่ชอบความโปร่ง อีกทั้งช่วยเก็บกักความชื้นและแร่ธาตุให้แก่พืช นอกจากนี้เม็ดดินเผายังปล่อยแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์แก่พืชอีกด้วย

ใช้เพาะเมล็ด

เนื่องด้วยคุณสมบัติที่สามารถกักเก็บความชื้นได้ดี จึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในการนำมาเพาะเมล็ดค่ะ

ใช้ในการปลูกผักไฮโดรพอนิกส์

เราสามารถใช้เม็ดดินเผาในระบบไฮโดรพอนิกส์แทนการใช้เพอร์ไลท์ได้ เนื่องจากเม็ดดินเผามีน้ำหนักเบา และมีคุณสมบัติดูดซับและกักเก็บความชื้น และเรายังสามารถนำไปล้างแล้วหมุนเวียนมาใช้ซ้ำได้ด้วยค่ะ

ใช้ชำหน่อ ชำกิ่ง ชำใบ

เราสามารถใช้เม็ดดินเผามาชำหน่อพืชจำพวกกระบองเพชร หรือชำกิ่งและชำใบพืชบางประเภทที่สามารถขยายพันธ์ด้วยการชำน้ำได้ เช่น พลูด่าง ไผก่วนอิม กวักมรกต ฯลฯ เม็ดดินเผาจะช่วยประคองส่วนของกิ่ง ใบ หรือหน่อของพืชที่เราชำค่ะ


พอจะเห็นประโยชน์ของเม็ดดินเผากันไปบ้างแล้วนะคะ หากท่านสนใจซื้อเม็ดดินเผาสามารถสั่งซื้อจากร้านค้าของเราทาง Shopee ซึ่งเม็ดดินเผาของเรามีจำหน่ายทั้งหมด 3 ขนาด (S,M,L) เป็นสินค้าเกรดพรีเมียม 
✅ นำเข้าจากต่างประเทศ และวางจำหน่ายในถุงบรรจุขนาด 10 ลิตร และ 35 ลิตร แพคบรรจุอย่างดีก่อนนำส่ง 📦 คุณลูกค้าจึงสามารถมั่นใจในคุณภาพได้เลยค่ะ  

อย่างไรก็ตามขอเรียนแจ้งว่า สีและขนาดของเม็ดดินเผาจากแต่ละแหล่งหรือแต่ละยี่ห้อนั้น จะมีความแตกต่างกัน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเม็ดดินเผาของ สวนเกษตร 32 สามารถดูเพิ่มเติมได้จาก link ต่อไปนี้เลยค่ะ


แชร์หน้านี้
Posted by Ornusa Ongsuwan in วัสดุปลูกพืช, 0 comments
การดูแลไม้กระถางเบื้องต้น

การดูแลไม้กระถางเบื้องต้น

พืชทุกชนิด แม้ว่าจะต้องการ น้ำ แร่ธาตุ แสง และก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ในการสังเคราะแสงเหมือนๆกัน อย่างไรก็ตาม พืชแต่ละชนิด ก็มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่างกัน ในการปลูกเลี้ยง และดูแลรักษา ผู้ปลูกทุกท่าน อาจใช้ข้อมูลดังต่อไปนี้ เป็นแนวทางหลัก ในการเลี้ยงดูไม้ดอก ไม้ประดับ เพื่อให้พันธุ์ไม้ของท่าน มีความสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ


หน้าวัว (Anthurium)

  • แนะนำให้ใช้เครื่องปลูกร่วนโปร่ง เช่น
    พีทมอสหยาบ กาบมะพร้าวสับ เป็นต้น
  • ต้องการแสงร่ม-รำไร ควรพรางแสงประมาณ 50-60% RH
  • ความชื้นปานกลาง รดน้ำวันละครั้ง หรือวันเว้นวัน (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และความชื้นในวัสดุปลูก)
  • ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขังในจานรองกระถาง
  • หากต้องการให้ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยเม็ดละลายช้า สูตร 17-17-17 ในปริมาณ 1-2 กรัม ทุก 1-2 เดือน (กระถาง 7 นิ้ว)

บีโกเนีย (ฺBegonia)

  • เครื่องปลูก ควรเป็นวัสดุร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดี
  • ต้องการแสงร่ม-รำไร ไม่ควรให้ถูกแสงแดดโดยตรง
  • ควรรดน้ำวันเว้นวัน (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และความชื้นในวัสดุปลูก)
  • อย่าปล่อยให้มีน้ำขังในจานรองกระถาง
  • หากต้องการให้ปุ๋ย อาจใช้หลักดังต่อไปนี้
  • รดด้วยปุ๋ยเกร็ดสูตร 20-20-20 (ละลายน้ำในอัตรา ปุ๋ย 1 กรัม ต่อ น้ำ 1 ลิตร) สัปดาห์ละครั้ง
  • หรือ ใช้ปุ๋ยเม็ดละลายช้า สูตร 17-17-17 ในปริมาณ 1 กรัม ทุก 1-2 เดือน

ไซคลาเมน (Cyclamen)

  • เครื่องปลูก ควรเป็นวัสดุร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดี
  • ต้องการแสงร่ม-รำไร ควรพรางแสงประมาณ 50-60%
  • ควรรดน้ำวันเว้นวัน (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และความชื้นในวัสดุปลูก)
  • การรดน้ำ ไม่ควรให้ดินแฉะ เนื่องจากรากและหัวจะเน่า และไม่ควรรดน้ำโดนบริเวณดอกและใบ
  • อย่าปล่อยให้มีน้ำขังในจานรองกระถาง

สับปะรดสี (ฺBromeliad)

  • เครื่องปลูก ควรเป็นวัสดุร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดี
  • การให้แสง มีหลักคร่าวๆ ดังต่อไปนี้
  • ในสายพันธุ์ที่มีใบหนา-แข็ง จะต้องการแสงสว่างสูง แต่ก็ไม่ควรให้อยู่กลางแดดจัดโดยตรง เป็นเวลานาน
  • ส่วนสายพันธุ์ที่มีใบบาง ควรจัดให้อยู่ในที่ร่ม รำไร
  • ทั้งนี้ ในระหว่างที่ปลูกเลี้ยง หากใบมีสีเขียวซีด แสดงว่า ได้แสงมากเกินไป หากเป็นสีเขียวเข้ม แสดงว่าได้รับแสงน้อยเกินไป
  • ควรปลูกเลี้ยงในที่ๆมีอากาศถ่ายเทสะดวก และรักษาอุณหภูมิ ให้อยู่ในช่วง 23-38 องศาเซลเซียส โดยทั่วไปแล้ว พันธุ์ที่มีใบบาง จะทนต่ออุณหภูมิสูงได้ดีกว่า
  • สับปะรดสีเป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย ควรรดน้ำเมื่อผิวหน้าของเครื่องปลูกลึกลงไปประมาณ 1-2 นิ้ว เริ่มแห้ง และไม่ควรให้น้ำขังบริเวณกลีบดอก

พืชตระกูลเฟิร์น
(Ferns)
  • เครื่องปลูก ควรเป็นวัสดุร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดี
  • ต้องการแสงร่ม-รำไร ไม่ควรให้ถูกแสงแดดโดยตรง
  • ควรรดน้ำวันละครั้ง หรือวันเว้นวัน ไม่ควรรดจนแฉะ
  • ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขังในจานรองกระถาง
  • หากต้องการให้ปุ๋ย สำหรับกระถางขนาด 5 นิ้ว อาจใช้หลักดังต่อไปนี้
  • รดด้วยปุ๋ยเกร็ดสูตร 20-20-20 (ละลายน้ำในอัตรา ปุ๋ย 1 กรัม ต่อ น้ำ 1 ลิตร) สัปดาห์ละครั้ง
  • หรือ ใช้ปุ๋ยเม็ดละลายช้า สูตร 17-17-17 ในปริมาณ 1 กรัม ทุก 1-2 เดือน

พืชตระกูลคล้า
(Calathea)
  • เครื่องปลูก ควรเป็นวัสดุร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดี
  • ต้องการแสงร่ม-รำไร
  • ควรรดน้ำวันละครั้ง วันเว้นวัน ไม่ควรรดจนแฉะ
  • ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขังในจานรองกระถาง
  • การให้ปุ๋ย สามารถใช้หลักเช่นเดียวกับพืชตระกูลเฟิร์น

พืชตระกูลแก้วสารพัดนึก
(Alocasia amazonica)

  • เครื่องปลูก ควรเป็นวัสดุร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดี
  • ต้องการแสงร่ม-รำไร
  • ความชื้นปานกลาง ไม่ควรให้แฉะมาก
  • ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขังในจานรองกระถาง
  • อุณหภูมิที่เหมาะสม ประมาณ 20-35 องศาเซลเซียส
  • การให้ปุ๋ย สามารถใช้หลักเช่นเดียวกับพืชตระกูลเฟิร์น


แชร์หน้านี้
Posted by Pete Ongsuwan in การดูแลต้นไม้, 0 comments